หนังโป๊ กับเสรีภาพหลัง 14 ตุลา

แม้ว่าในประวัติศาสตร์ภาพของภาพยนตร์ไทยจะไม่ชัดเจนในการเป็นเครื่องมือชี้นำสังคมก็ตาม แต่ภาพยนตร์ไทยคือ เครื่องสะท้อนกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สถานการณ์ทางการเมืองหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 เปลี่ยนไปกระบวนการทางสังคมก็เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ผลผลิตทางความคิดเพื่อความบันเทิงอย่างภาพยนตร์ไทยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา อุตสาหกรรม ภาพยนตร์ในประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากหนังที่สร้างจากวรรณฟองสบู่ มาสู่ช่วงเวลาที่มี หนังขายเซ็กส์ ออกฉาย คึกคักที่สุดช่วงเวลาหนึ่ง
หนังไทยก่อนเสรีภาพเบ่งบาน
หนังไทยตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา จะนิยมถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม. มากกว่าในระบบ 35 มม. เนื้อเรื่อง ส่วนใหญ่จะมุ่นเน้นที่ความบันเทิง ไม่มุ่งเน้นความสมจริง สมจัง เรื่องจะมีครบทุกรส ไม่ว่าจะเป็น ตลก ชีวิต เศร้า รันทด บู๊ และมีบทโป๊ เปลือย ปรากฏในบางฉาก และส่วนมากจะจบแบบสุขนาฏกรรม ในด้าน ตัวละครจะเป็นแบบขาวจัด ดำจัด มีการแบ่งอย่างชัดเจนระหว่างตัวละครฝ่ายดี และร้าย ตัวละครฝ่ายดี เช่น นางเอก หรือ พระเอก มักจะถูกนำเสนอ ในภาพของ คนดีไปจนถึงดีมากๆ ไม่โกรธ เกลียด อิจฉาริษยาใคร แต่ มักจะไม่มีพัฒนาการของตัวละคร ส่วนตัวละครฝ่ายร้าย หรือผู้ร้าย ในเรื่องก็มุ่งแต่จะหาหนทางกลั่นแกล้ง พระเอก นางเอก โดยที่บางครั้งขาดเหตุผลในการกระทำ
นักแสดงที่เด่นในยุคหนัง 16 มม. นอกจากพระเอก นางเอกแล้วคือกลุ่มนักแสดงที่เรียกกันว่า ดาวยั่ว ซึ่งคุณสมบัติของนักแสดงเหล่านี้นอกจากจะต้องสวยแล้ว จะต้องใจกล้าในการเล่นบทโป๊ หรือถึงเปลือยด้วย นักแสดงในกลุ่มนี้จะปรากฏในหนังไทยเกือบทุกเรื่อง และจะเป็นตัวละคร ฝ่ายตรงข้าม กับนางเอก นักแสดงที่ได้ชื่อว่าเป็น ดาวยั่ว อาทิเช่น ปรียา รุ่งเรือง, แก่นใจ มีนะกนิษฐ์, ชฎาพร วชิรปราณี ฯลฯ
ยุคหนัง 16 มม. มิตร-เพชรา เป็นดาราคู่ขวัญที่เรียกได้ว่าโด่งดังที่สุด หนังทุกเรื่องที่ มิตร- เพชรา นำแสดง ผู้สร้างจะเชื่อว่า ไม่มีโอกาสขาดทุน และสามารถหาเงินทุนในการสร้างได้ง่ายจากสายหนัง ในต่างจังหวัด แต่หลังจากที่ มิตร ชัยบัญชา ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในปี พ.ศ.2513 มนต์เสน่ห์ของ มิตร-เพชรา ในหนังไทย ก็เสื่อมคลายลง แม้ว่าจะมีความพยายามใน การหานักแสดงทดแทนที่มีรูปร่าง หน้าตา คล้ายกับ มิตร ชัยบัญชา มานำแสดงในหนังก็ตาม แต่หนังหลายๆ เรื่องประสบกับ ปัญหาการขาดทุน ทำให้การสร้าง หนังไทยในช่วงนั้น กลับไปสู่การทดลองค้นหาสูตรสำเร็จอีกครั้ง
ในขณะที่หนังที่ถ่ายทำ ด้วยระบบ 16 มม. กำลังอยู่ในภาวะรวนเร หนังที่ถ่ายทำด้วยระบบ 35 มม. ที่ออกฉาย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 เป็นต้นมา หลายๆ เรื่องประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ อาทิเช่น โทน ที่สามารถ ทำรายได้ ถึง 4 ล้าน 6หมื่นบาท มนต์รักลูกทุ่ง ทำรายได้เป็น ประวัติการณ์ถึง 13 ล้านบาท และยังสร้างสถิติ ฉายนาน 6 เดือน ประกอบกับทางรัฐบาล ได้ตั้ง เงื่อนไข การส่งเสริม การสร้างหนัง ในระบบ 35 มม.ขึ้น การหาเงินอุดหนุนจาก สายหนังก็ง่ายขึ้น เพราะเกิดความ เชื่อที่ว่า หนัง 35 มม.กำลังได้รับ ความนิยมจาก คนดู ทำให้หนังในระบบอุต- สาหกรรมมีการสร้างด้วยฟิล์ม 35 มม. มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้หลังปี พ.ศ.2515 เป็นต้นมา ไม่มีหนังไทยที่สร้าง ด้วยฟิล์ม 16 มม. ออกฉาย แต่กรอบในการนำเสนอภาพของตัวละคร เนื้อเรื่อง ที่ใช้กันมา ตั้งแต่ยุคหนัง 16 มม.ยังคงปรากฏอยู่ในหนังไทย
หนังกับสถานการณ์ทางการเมือง
หลังเหตุการณ์ในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 สถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนทิศ ประชาธิปไตยเบ่งบาน เสรีภาพงอกงาม และกลายเป็นสิ่งใหม่ ที่ทุกคนอยากสัมผัส ข่าวการเดินขบวนประท้วงของบุคคลกลุ่มต่างๆ ในสังคม เพื่อเรียกร้อง ความชอบ ธรรม ให้แก่ตัวเอง มีให้เห็นทุกวันในหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มดารา นักร้องที่ เดินขบวนต่อต้านนโยบายของรัฐบาล ในการจำกัด เวลาฉายหนังอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์น้ำมัน ซึ่งส่ง ผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของพวกเขา ในเดือน มกราคม พ.ศ.2517 เหตุการณ์เหล่านี้เป็น ปฏิกิริยาตอบรับเสรีภาพที่เกิดขึ้น หลังจากต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของ นักเผด็จการมานานนับ 10 ปี หลังจากการ ปฏิวัติของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี พ.ศ.2500ที่มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ และพรรคการ เมือง และมีการสืบต่ออำนาจโดย จอมพลถนอม กิตติขจร หลังการเสียชีวิตของจอมพลสฤษดิ์ ในปี พ.ศ.2506
รัฐบาล นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เข้าบริหารประเทศหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา ประชาชนมีความหวังถึงการ เมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ทหารและตำรวจลดบทบาทลง รัฐบาลเปิดสัมพันธไมตรีอย่างไม่เป็นทางการกับ ประเทศในกลุ่มคอมมิวนิสต์ ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ และสหภาพโซเวียต มีการยินยอมให้ฉายภาพยนตร์จาก ทั้งสอง ประเทศ เพราะนับตั้งแต่ พ.ศ.2502 เป็นต้น มาทางรัฐบาลไม่เคยอนุญาตให้หนังจาก ซีกโลกคอมมิว- นิสต์ เข้าฉาย ในประเทศไทย เพราะผิดกฎหมายว่าด้วยการกระทำอัน เป็นคอมมิวนิสต์ สาเหตุหนึ่งเพราะ ประเทศไทยเรา ดำเนินนโยบายทางการเมืองสอดคล้องกับมหามิตรอย่างอเมริกาในการ ปราบปราม คอมมิวนิสต์ตั้งแต่ใน ยุคของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์
แต่หลังจากการเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสัน เพื่อการคาน อำนาจกับศัตรู เก่าอย่างสหภาพโซเวียตมีผลต่อนโยบายทางการเมืองของประเทศไทย และด้วยบรรยากาศทางการเมืองของ ไทยที่เปิดเสรีมากขึ้น เปิดโอกาสให้คนไทยเราได้เสพวัฒนธรรม ที่แตกต่าง หลังจากรัฐบาลยินยอมให้หนังจากประเทศในกลุ่ม คอมมิวนิสต์เข้าฉาย มีการนำหนังเรื่อง "สงครามและสันติภาพ (War and Peace)" ความยาว 4 ชั่วโมงของประเทศ สหภาพโซเวียต เข้าฉายที่ โรงภาพยนตร์เอเธนส์, วอร์เนอร์ เธียเตอร์ และเฉลิมเขตต์ ในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2517
บริษัทแคปปิตอลฟิล์ม ได้นำหนังจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เข้าฉายในเมืองไทยทั้งหนังเรื่องและสารคดี แต่ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ ที่นำออกฉายจะเป็นหนังสารคดีที่ประชาสัมพันธ์ภาพพจน์ที่ดีของประเทศจีน อาทิเช่น นิกสันเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน Nixon’s trip to China (ฉาย11 ตุลาคม 2517), สุขสันต์แห่งกวาง-เจา Spring in Kwang Chow (ฉาย 29 พฤศจิกายน 2517), จีนแผ่นดินใหญ่ (ฉาย 13 ธันวาคม 2517), ก้อซิงฮู คดีฟ้องผัว (ฉาย 10 ธันวาคม 2517), ปักกิ่งเมืองมิตรภาพ Friendship in Full Bloom (ฉาย 21 ธันวาคม 2517), ซินตึ้งสาวประจัญบาน (ฉาย 19 ธันวาคม 2517), ประเทศจีนที่รัก (ฉาย 28 ธันวาคม 2517) ฯลฯ ทางรัฐบาลเปิดให้มีการนำภาพยนตร์จีนแดงเข้าฉายได้อย่างเสรี ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม พ.ศ.2518 ในรัฐบาล ศึกฤทธิ์ ปราโมช หลังจากไทยเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับ จีนแผ่นดินใหญ่ อย่างเป็นทางการ
แม้ว่าหนังจากประเทศสหภาพโซเวียตจะเข้ามาฉายเพียงเรื่องเดียวในปี พ.ศ.2516 แต่ในงานเทศกาล ภาพยนตร์ ที่กรุงมอสโคว์ เมื่อปีพ.ศ.2518 เจ้าภาพได้ทำหนังสือเชิญหนังไทยเข้าร่วมในงานครั้งนี้ โดยทางสมาคมผู้อำนวยการสร้างมีมติให้ส่งหนังเรื่อง “พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ” ของสักกะ จารุจินดา เข้าร่วมในการประกวด และนำ “หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์” และ “โบตั๋น” ไปฉายโชว์ในงาน
หนังโป๊กับเสรีภาพ
เสรีภาพที่เบ่งบานนี้เองนอกจากทำให้หนังจากประเทศในกลุ่มคอมมิวนิสต์มีโอกาสเข้ามาฉายแล้วยังมี หนังโป๊ เข้าฉายอย่างต่อ เนื่อง หนังโป๊กับสังคมไทยนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะมีการเข้าฉายอยู่เสมอๆ แต่สิ่งที่ปรากฏ เด่นชัด ในช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม คือ การนำเอาฉากเซ็กส์มาโฆษณาเป็นการสร้างจุดขาย ภาพที่นำ เสนอในหน้าหนังสือพิมพ์ได้ใช้เซ็กส์ เป็นจุดสร้าง ความสนใจ ซึ่งโดยเนื้อหาอาจจะไม่มีอะไร ที่เกินเลยก็ได้ ในด้านตัวละครของหนังไทยก็ได้มีการก้าวข้ามเส้นการแสดงของนางเอก ที่จะต้องสามารถ แสดงบทโป๊ เปลือย ได้ ซึ่งแต่ก่อนนี้บทในลักษณะนี้จะถูกสงวนไว้ให้กับดาวยั่ว หรือดาวโป๊เท่านั้น เซ็กส์ ถูกนำมาใช้ให้เป็นเสมือนเครื่องหมายของการแสดงเสรีภาพของคนในเวลานั้น ในสหรัฐอเมริกา การแสดงออกในเรื่อง เพศ ได้ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ในยุค 60 ตอนปลาย (พ.ศ.2503-2513) คนหนุ่มสาวในสังคม เริ่มเบื่อ หน่าย และหลังให้กับสถาบันทางสังคม และแสวงหาความหมายของชีวิต สาเหตุส่วนหนึ่งมาจาก เข้าร่วม สงครามเวียดนามของสหรัฐในช่วงต้นทศวรรษ60 ทำให้มี คนหนุ่ม สูญหายไปในสงครามจำนวนมาก จนเกิดการ ตั้งคำถามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งยังไม่นับรวมถึงปัญหาการ เหลื่อมล้ำ ทางสังคม การกดขี่ ทางเพศ การเหยียดผิว ฯลฯ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ต่อต้านขนบและความคิดแบบเก่าที่มีอยู่ในสังคม ในช่วง ปลายยุค 60 จนถึงต้น 70
หนังฮอลลีวู้ดมีเนื้อหาท้าทายกรอบศีลธรรม เซ็กส์ และความรุนแรงแต่ปรากฎการณ์ เหล่านี้ ไม่ได้ เกิดขึ้นแต่ เฉพาะในอเมริกา แนวคิดที่ถือว่าการแสดงออกในเรื่องเพศอย่างเสรีเป็นเสรีภาพ ของบุคคลนั้นได้ขยายไปยัง ประเทศต่างๆ ทั่วโลก และมีผลกับการสร้างหนังในประเทศต่างๆ ด้วยฉะนั้น ปรากฏการณ์ในเรื่อง เพศ หรือเซ็กส์ ที่เกิดขึ้นใน สังคมไทยในช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ถือได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ร่วมของสังคมโลก เป็นกระบวนการ ถ่ายเท ทางวัฒนธรรมตามทฤษฎี Globalization ของสังคมโลก ที่เดินทางตามเวลาจริงไม่มีเทคโนโลยีทางการสื่อสารเป็น เครื่องเร่งปฏิกิริยา และช่วงเวลาที่สุกงอมของสังคมไทยเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี พ.ศ.2516 แต่สิ่งที่เป็น คำถามคือสังคมไทย เข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดีพอหรือยังหรือรับมาเพียงรูปแบบ…
ในปี พ.ศ.2516 สื่อโฆษณาภาพยนตร์และสินค้าหลายชิ้นใช้ภาพที่ล่อแหลมออกเผยแพร่ ในหน้าหนังสือพิมพ์เองก็มีภาพผู้หญิง ผู้ชายเปลือยลงตีพิมพ์อยู่เสมอ ปี พ.ศ.2517 มีการฉายหนังที่เข้าข่ายโป๊ หรือที่สื่อมวลชน ในยุคนั้น เรียกว่า “หนังขายเซ็กส์” อย่างต่อเนื่อง หนังหลายเรื่องสามารถสร้าง รายได้ อย่างดี กลายเป็นแรงจูงใจในการนำหนัง ในกลุ่มนี้ออกฉาย กระบวนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ น่าจะเริ่มจากการ ที่มีหนังต่าง ประเทศที่ใช้ฉากเซ็กส์ เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความสนใจจากคนดูประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะหนังจีนที่นำเข้ามาฉาย หลายเรื่อง นางเอกจะต้องมีบทเปลือย หรือกล้าที่จะเล่นบทพิศวาสจนมีกระแส ว่าหนังที่ทำเงินจะต้องเป็น หนังโป๊ ซึ่งหนังที่เข้ามา ฉายเหล่านี้ส่งผลกับการสร้างหนังไทยในช่วงเวลานั้นด้วย
หนังไทยในช่วงการค้นหาสูตรสำเร็จ (หลังปีพ.ศ.2513)ได้พยายามนำเสนอภาพของ เซ็กส์ ออกมาในหนังเช่น กัน ปี พ.ศ.2515 หนังเรื่อง สาวขบเผาะ นำแสดงโดย ไพโรจน์ ใจสิงห์ – ผึ้ง สุวรรณแพทย์ ได้สร้างความ สนใจให้กับคนดูโดยในเรื่องนางเอก จะต้องเปลือยทั้งเรื่อง ต่อมา ชู้ กำกับการแสดงโดย เปี๊ยก โปสเตอร์ นำแสดงโดย วันดี ศรีตรัง-มานพ อัศวเทพ-กรุง ศรีวิไล ที่เข้าฉายในเดือนธันวาคม พ.ศ.2515 เรื่องราว ความรักของสองชาย กับหนึ่งหญิง ในเกาะกลางทะเลกับการกล่าวหาว่าคบชู้ ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนมีการนำกลับมาฉายอีกครั้งในปี พ.ศ.2518
ปี พ.ศ.2516 มีหนังอีกหลาย เรื่อง ที่ เดินตาม กระแส นี้ไม่ว่าจะเป็น รสสวาท หนังที่ร่วมทุนกับฮ่องกง นำแสดง โดย ไพโรจน์ ใจสิงห์ - ปริม ประภาพร หรือ ตลาดพรหมจารี ผลงานการกำกับของ สักกะ จารุจินดา นำแสดงโดยสายัณห์ จันทรวิบูลย์ – ดวงดาว จารุจินดา อีหนู (13สาว 11 บริสุทธิ์) กำกับโดย สุรพล โทณะวณิก ซึ่งหนังเหล่านี้เป็นเสมือนคลื่นใต้น้ำในการก่อตัวให้เกิดกระแส หนังขายเซ็กส์ ในหนังไทย กระบวนการสร้างหนังขายเซ็กส์ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อหนังเรื่อง เทพธิดาโรงแรม เข้าฉายในปี พ.ศ.2517
หนังเรื่อง “เทพธิดาโรงแรม” กำกับการแสดงโดย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล สามารถทำรายได้อย่างถล่มทลาย พร้อมด้วยคำชม จากนักวิจารณ์ในหน้าข่าวบันเทิงว่า “เป็นหนังที่น่าสนใจ และเป็นก้าวใหม่ของวงการ หนังไทย” แม้ว่าตัวเนื้อหาของ เทพธิดาโรงแรม ได้ตีแผ่ขบวนการโสเภณีและองค์ประกอบของธุรกิจ และ พยายามสะท้อน แนวความคิดวัตถุนิยม ของตัวละคร ที่มาพร้อมกับระบบทุนนิยมในช่วงการขยายฐานทาง อุตสาหกรรมของรัฐบาล ก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่ผลที่เกิดในช่วงเวลานั้น เทพธิดาโรงแรม ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้น ในการเปลี่ยนแปลงภาพพจน์ของนางเอกในหนังไทย บทบาทของนางเอกจากเดิมที่ต้อง เป็นคนเรียบร้อย มีพฤติกรรมเหมือน เจ้าหญิงในนิทานถูกเปลี่ยนให้เป็น ด้านตรงกันข้าม สามารถมีความสัมพันธ์กับตัวละคร เพศชาย ตัวอื่นๆ ในเรื่องได้ โดยทั้งหมดนี้มีปัจจัยในเรื่องการ แสวงหารายได้จากการ ทำเงินของหนังเป็นแรง กระตุ้นใน การเปลี่ยนแปลง
ภาพยนตร์ที่เข้าฉายหลังจาก เทพธิดาโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น นางร้อยชื่อ (ยอดชาย เมฆสุวรรณ – สุภัค ลิขิตกุล) รอยมลทิน (สมบัติ เมทะนี – รุ้งลาวัลย์ ศรีปฏิมากูร) น้ำตานาง (ไพโรจน์ ใจสิงห์ – วันดี ศรีตรัง) สาวสิบเจ็ด (สมบัติ เมทะนี – วันดี ศรีตรัง - รุ้งลาวัลย์ ศรีปฏิมากูร) ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเรื่องราว ของผู้หญิงที่มีอาชีพพิเศษ จนมีคำกล่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “หนังที่เข้าฉายมีแต่เรื่องของโสเภณี” จนมาถึงหนังเรื่อง “ตลาดอารมณ์” (เข้าฉายวันที่ 10 สิงหาคม 2517) กำกับการแสดงโดย เนรมิต มี อรัญญา นามวงศ์ นางเอกชื่อดังรับบท “ผู้หญิงประเภทเกือบจะขาดรักเสียไม่ได้ และเปลือยอารมณ์ อย่างที่สุด ” (“เซ็กส์ ในหนังไทย” , ดนัย ศักดิ์สิทธิ์วัฒนะ , สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 29 ธันวาคม 2517 ) สามารถทำรายได้เกินล้านบาทเมื่อ ออกฉาย อีกทั้งได้รับรางวัลดาราหญิงจากงาน มหกรรมภาพยนตร์ เอเชียครั้งที่ 20 ที่ประเทศไต้หวัน จากความสำเร็จของหนังเรื่องนี้เองได้สร้างภาพ ลักษณ์นางเอก หนังไทยในยุคนี้ว่า ต้องกล้าแสดงออกสามารถเล่นบทโป๊ได้ ซึ่งแต่เดิมนั้นในหนังไทยอนุญาต ให้เฉพาะดาวยั่ว เท่านั้น ที่สามารถแสดงได้
ภาพของนางเอกในช่วงเวลานี้ นอกจากจะต้องเพรียบพร้อมไปด้วยความสวยแล้ว ยังจะต้องใจกล้า ในการ แสดงด้วย ชื่อนักแสดงที่มักจะได้บทแบบนี้อาทิเช่น อรัญญา นามวงศ์, วันดี ศรีตรัง, รุ้งลาวัลย์ ศรีปฏิมากูร, และยังมีนักแสดงใหม่ที่เปิดตัวด้วยงานที่จะต้องมีบทโป๊ อาทิเช่นวันทนา บุญบันเทิง จากหนังเรื่อง ทองประกายแสด ปิยมาศ โมนยกุล ในหนังเรื่อง ขัง 8 ฯลฯ เป็นที่สังเกต ว่าในช่วงเวลานี้เส้นแบ่งระหว่างนางเอกกับดาวยั่วได้จางลง นางเอกสามารถเล่นบทที่ดาวยั่วเล่นได้ และนักแสดงที่อยู่ใน กลุ่มดาวยั่ว มักจะไม่เด่นเท่าไรนัก ทั้งที่ในยุคหนัง 16 มม. ดาวยั่วถือได้ว่า เป็นตัวชูรส ที่ขาดไม่ได้ หนังเรื่อง ชู้ ตลาดพรหมจารี หรือ เทพธิดาโรงแรม เป็นหนังไทยที่ได้รับการยกย่อง จากคนรุ่นหลัง ให้เป็นงานที่น่าศึกษา เป็นงานที่แสดงศักยภาพของคนทำหนังไทยในยุคร่วมสมัย เป็นรากฐานของ หนังไทย ในยุคใหม่ ชู้ ได้รับการตีความจากคนรุ่นหลัง ถึงศิลปะในการสร้างการเล่า เรื่อง ตลาดพรหมจารี เสียดสี สภาพสังคมผ่านทางพฤติกรรมของตัวละคร เทพธิดาโรงแรม ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสะท้อนสังคม ซึ่งความคิดเหล่า นี้คือสิ่งที่เรานำมาตีความในภายหลัง
แต่ที่เป็นผลกับ อุตสาหกรรมการสร้างภาพยนตร์ไทย ณ ช่วงที่หนังออกฉาย คือ การทำรายได้โดยมี เซ็กส์ เป็นจุดเรียกร้องความสนใจจากคนดู จนเกิดกระบวนการ เดินตามอย่างในการสร้างหนัง ที่มีองค์ประกอบแบบเดียวกัน
หนังที่ใช้เซ็กส์เป็นจุดขายเหล่านี้ได้สร้างความมั่นใจให้เกิดในกลุ่มผู้สร้างว่า หนังที่มีฉากล่อแหลม สามารถ สร้างรายได้ให้เกิดในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้ และเป็นที่ต้องการของคนดู ซึ่งถ้าเรา พิจารณากันในเนื้อหา ของหนังเหล่านี้ที่เข้าฉายมาตั้งแต่ต้นปีพ.ศ.2517 จะพบว่าหนังหลายเรื่องเป็น หนังชีวิต แบบที่เราคุ้นเคยกันดี มีการสร้างมาทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่ภาพที่ปรากฎออกมามีฉากเซ็กส์ ที่เกินมาตราฐานของหนังไทยแบบเดิม เท่านั้นเอง โดยมีการนำเสนอภาพเหล่านี้ตั้งแต่ก่อนที่หนัง จะเข้าฉาย และใช้เป็นภาพประกอบในใบปิด คัดเอาท์ ในการโฆษณาเรียกร้องความสนใจจากคนดู จนมีการกล่าวผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “หนังไทย วันนี้ เรื่องไหนไม่มี แก้ผ้า ไม่มีจูบปาก ไม่มีฉากปู้ยี่ ปู้ยำก็ไม่ใช่หนังไทย ดูแค่ คัทเอาท์ สี่แยกเดียวก็เสียวถึงไส้ ถึงพุง”
จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจ และยอมรับการเปลี่ยนแปลง ในหน้าหนังสือพิมพ์ทั้ง รายวัน และรายสัปดาห์ มีจดหมายแสดงความคิดเห็น ในเชิงไม่เห็นด้วยที่หนังไทยจะมีฉากที่ไต่เส้น ศีลธรรม ของสังคมไทยออกฉาย แต่ถ้าเราพิจารณาในแง่เศรษฐศาสตร์ เมื่อมีอุปสงค์จากผู้บริโภค โดยวัดจากรายได้ที่ หนังเรื่องนั้นๆ ออกฉายย่อมทำให้ผู้ผลิตต้องการที่จะผลิตงานออกมารองรับ ความต้องการเหล่านั้น เพียงแต่ สังคมไทยไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับสถานการณ์ที่กำลังเกิด การเปิดกว้างก็เป็นไปได้ยากเพราะจารีต ประเพณีแบบสังคมเก่ายังคงอยู่ การปิดกั้นก็ไม่อาจทำได้ เพราะเสรีภาพกำลังงอกงาม…และเซ็กส์ ก็เป็นอีก เรื่องที่คน (รุ่นใหม่) ในยุคนั้นต้องการเปิดกว้างและ พยายาม ก้าวข้ามเส้นที่ขีดไว้ในสังคมไทย เพื่อเรียก ร้องเสรีภาพให้แก่ตัวเอง
ในแง่กฎหมายด้วยบทบัญญัติในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ที่ใช้กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2474 มีขอบเขตของ อำนาจในการพิจารณากว้างขวาง ทำให้ผู้สร้างยังคงต้องอยู่ภายใต้กรอบ ของการ พิจารณาที่มักจะมีความ อ่อนไหวเป็นพิเศษในเรื่องการยั่วยุกามารมณ์ ซึ่งจะมากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่ ความข้มงวด และนโยบายของผู้ ใช้กฎหมายในช่วงเวลานั้นๆ ทำให้ขาดบรรทัดฐานที่แน่นอนใน การพิจารณา หลังจากมีเสียงแสดงความไม่ เห็นด้วยที่จะให้มีการฉายภาพยนตร์ ที่มีฉากยั่วยุ กามารมณ์ ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ ทำให้ภาพยนตร์ เหล่านี้ได้รับการตักเตือนและ เกิดการ กวดขันในเวลาต่อมา
ภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ผู้ชายขายตัว” ภาพยนตร์ เรื่องแรก ของบริษัท ก. เจริญภาพยนตร์ อำนวยการสร้างโดย สำราญ เจริญผล กำกับการแสดงโดย สุริยน ทองดวงดี นำแสดงโดย กรุง ศรีวิไล - รุ้งลาวัลย์ ศรีปฏิ มากูร - อโนมา ผลารักษ์ - ดามส์ ดัสกร - วิภาวดี ตรียะกุล ฯลฯ มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2517 ที่โรงภาพยนตร์เพชรเอ็มไพร์ เป็นเรื่อง ราวของเด็กหนุ่มบ้านนอกที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และถูกชักชวนเข้ามาทำงานในบาร์ และ รับจ้างร่วมประเวณี กับสาวแก่แม่ม่ายทั้งหลาย… เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกในรอบปี ที่ไม่ได้ รับอนุญาตให้ฉายจากกอง ตรวจพิจารณาภาพยนตร์
ก่อนที่ภาพยนตร์เรื่อง “ผู้ชายขายตัว” จะเข้าฉายมีการโฆษณา คิดตั้งคัดเอาท์ขนาดใหญ่บริเวณ สามแยกดินแดงเป็นรูปผู้ชายเปลือย ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2517 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ลงข่าว กองเซ็นเซอร์เอาเรื่องภาพโป๊ ผู้ชายขายตัว (เนื่องจากป้ายอัทเอาท์เหล่านี้จะต้องได้รับการ ตรวจพิจารณา จากเจ้าหน้าที่) และ ในวันที่ 10 ตุลาคม หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน ลงข่าว เจ้าของหนัง นุ่งผ้า ให้กับคัดเอาท์แล้ว
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2517 พาดหัวข่าวหน้า 13 ว่า “หนัง “ผู้ชายขายตัว” ขัดศีล-ธรรมถูก “แบน” ราบ ยั่วยุกามารมณ์แทบทั้งเรื่อง ผิดขนบประเพณีไทย” ส่วนในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐฉบับวันเดียวกัน ก็ได้พาดหัวข่าวหน้า 13 ว่า “แบนหนัง ผู้ชายขายตัว อ้างขัดศีลธรรม โปรแกรมฉายปั่นป่วน เจ้าของยื่นอุทธรณ์” ในเนื้อข่าวยังระบุว่า “เจ้าพนักงานพิจารณาภาพยนตร์ กรมตำรวจ แบนภาพยนตร์เรื่อง” “ผู้ชายขายตัว” ของ ก.เจริญภาพยนตร์ ด้วยเหตุผลขัดศีลธรรมอันดีของ ประชาชน และไม่มีอาชีพนี้ใน ประเทศไทย เจ้าของภาพยนตร์เตรียมยื่น อุทรธณ์ด่วน
โรงภาพยนตร์ เพชรเอ็มไพร์ กับเมืองทองประตูน้ำ ประกาศเลื่อนกำหนอฉายต่อไปอย่างไม่ยืนยันว่าจะได้ฉายหรือไม่” ทางคณะกรรมการ พิจารณา ภาพยนตร์ กรมตำรวจให้เหตุผลในการห้ามฉายครั้งนี้ว่า “เนื้อเรื่องและภาพการ แสดงมุ่งแสดง รายละเอียด ของอาชีพโสเภณีชาย สำส่อนทางเพศ ในลักษณะยั่วยุ ให้เยาวชนนำไปประพฤติ ปฏิบัติขัดต่อวัฒนธรรมและประเพณีอันดี ตามนัยมาตรา 4 พ.ร.บภาพยนตร์ 2473”
ทางด้านเจ้าของหนังมีการยื่นอุทธรณ์เพื่อขอให้มีการพิจารณาใหม่ และมีการถ่ายทำแก้ไขในฉาก ที่เจ้าหน้า ที่เห็นว่าไม่สมควร มีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ผู้ชาย…?” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 29 ตุลาคม 2517 ได้ลงข่าว “ผ่านเซ็นเซอร์ไปแล้วเช้าวันวานผู้ชายขายตัวตัดต่อและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ผู้ชาย…?” เข้าฉายที่โรงภาพ ยนตร์ เพชรเอ็มไพร์ และเมืองทอง ในวันที่ 2 พฤศจิกายน”
จากข่าวที่ยกมาจะเห็นว่าเหตุผลสำคัญที่หนังเรื่อง ผู้ชายขายตัว ถูกแบน เพราะขัดต่อศีลธรรม อันดีของ ประชาชน ในขณะที่ตลอดทั้งปีมีหนังที่คาบเส้นศีลธรรมอันดีของประชาชนเข้าฉาย ซึ่งถ้าเราพิจารณากันเล่นๆ เป็นไปได้ หรือไม่ว่าในบรรทัดฐานของสังคมไทย การเห็นผู้หญิงเปลือย เป็นเรื่องปกติ แต่การเห็นผู้ชาย ทำในสิ่งเดียวกัน กลับเป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้ โดยเฉพาะในสังคมไทย ที่ผู้ชายเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ อีกทั้งในช่วงเวลา ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายได้ เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ ในเชิงลบกับหนังที่นำฉาก เซ็กส์ มาเป็นจุดขาย น่าจะเป็นผลให้หนัง เรื่องนี้ได้รับแรงต่อต้านมากกว่าปกติ หลังจากมีคำสั่งห้ามฉาย ภาพยนตร์เรื่อง ผู้ชายขายตัวแล้ว ทางเจ้าหน้าที่กองพิจารณาภาพยนตร์ได้เข้มงวด กับภาพยนตร์ที่เข้าฉายใน โรงมากขึ้น ทั้งภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ
มีข่าวการปราบปรามการฉายหนังประเภทขายเซ็กส์ ปรากฏมากขึ้น หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 19 ตุลาคม 2517 หน้า 13 ลงข่าว จับหนังลามก ระหว่างฉายรอบดึก ที่โรงภาพยนตร์เฉลิมบุรี เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ขณะฉายภาพยนตร์เรื่อง “รสสวาทของ แฟนนี่” (อิตาลี) ที่ได้มีการต่อเติมภาพบางตอนที่อนาจารขัดต่อศีลธรรม และในวันที่ 27 ตุลาคมในหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐอีกเช่นกัน ได้มีรายงานข่าวจากผู้สื่อข่าวที่ออกตระเวน ตามโรงภาพยนตร์ชานเมือง และ ต่างจังหวัด พบโรงภาพยนตร์ บางแห่ง ได้ทำการฝ่าฝืนกฎหมายร่วมกับเจ้าของหนัง ในการนำหนังฝรั่ง ที่เข้าข่ายลามกอนาจารออกฉายอย่าง เสรี โดยไม่ผ่านการ พิจารณาจากกองเซ็นเซอร์ และในตอนท้าย ของข่าวมีการกล่าวถึงโรงหนังราชา ปากน้ำ ที่ถูกร้องเรียนจากประชาชนว่าฉายหนังโป๊เป็นประจำ
ในปีพ.ศ.2518 หนังขายเซ็กส์ ก็ยังคงเข้าฉายอยู่อย่างต่อเนื่อง หนังไทยกระแสความนิยม ในการสร้างเบาบาง ลงกว่าปี พ.ศ.2517 ส่วนหนึ่งอาจจะกลัวการตรวจพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ เพราะถ้ามีการแบนแล้วอาจจะ ต้องถูกยึดฟิล์ม หรือทำลายซึ่งไม่คุ้มกับการลงทุน อีกสาเหตุน่าจะมา จากความซ้ำซากน่าเบื่อ ของเนื้อเรื่อง สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือหนังที่นำเข้าจาก ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง อินเดีย ญี่ปุ่น อิตาลี ฯลฯ ที่มีจุดขายที่ชัดเจนอยู่ที่ฉากล่อแหลมเหล่านี้มีการจัดฉาย ในรอบมิดไนท์อยู่เสมอๆ ในช่วงครึ่งปีหลังของ พ.ศ.2518 ทางกองเซ็นเซอร์ได้เริ่มกวดขันกับการฉาย ภาพยนตร์ที่เข้าข่ายยั่วยุกามารมณ์เหล่านี้ โดยจะพบข่าวการกวดขัน ของกองเซ็นเซอร์อยู่เป็นระยะ
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2518 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าว กองเซ็นเซอร์สั่งกวดขันภาพโฆษณาตาม คัดเอาท์ ที่ส่อไปในทางลามกอานาจาร ขัดต่อศีลธรรม ซึ่งมีการนำไปติดตามย่านชุมชนต่างๆ อันเป็นการยั่วยุกามารมณ์ แก่เยาวชน ถ้าไม่มีตราจากกองพิจารณาภาพยนตร์ ทางเจ้าหน้าที่จะแจ้งให้ ตำรวจ ท้องที่จับกุมดำเนินการ คดีขั้นเด็ดขาด และมีการกวดขันโรงภาพยนตร์ ที่ฉายภาพยนตร์ว่า มีการ นำส่วนที่ไม่ผ่านการพิจารณา กลับเข้ามาฉายหรือไม่ (15 สิงหาคม 2518 , ไทยรัฐ)
เดือนกันยายน ทางกองเซ็นเซอร์มีนโยบายเข้าคุมบทพากย์ ให้มีการใช้ภาษาที่สุภาพ และทาง พ.ต.ท วิเชียร ชมะโชติ รองผู้กำกับการ 2 กองทะเบียนกรมตำรวจ ชี้แจงถึงการแบ่งภาพยนตร์ตามอายุว่า หนังสำหรับผู้- ใหญ่ อาจจะปล่อยให้มีฉากโป๊เกินกว่าทุกวันนี้ แต่จะต้องมีขอบเขต ไม่อนาจาร (20 กันยายน 2518 , ไทยรัฐ)
เดือนพฤศจิกายน มีการลงข่าว ห้ามฉายหนังมิดไนท์ ขัดนโยบายรัฐ ในเนื้อข่าว พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับหนังโป๊ ที่ขัดต่อวัฒธรรม ประเพณีกำลัง ระบาดอยู่ทั่วประเทศว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลกำลังหามาตราการในการควบคุม หนังต่างชาติอยู่โดยเฉพาะ หนังที่เป็นภัยต่อเยาวชน และขัดต่อวัฒนธรรมไทย… (21 พฤศจิกายน 2518, ไทยรัฐ)
หนทางของหนังโป๊ หรือหนังยั่วยุกามารมณ์ ทั้งหนังไทย และหนังต่างประเทศที่มีการเข้าฉายกัน อย่างเปิดเผย ในช่วงปี พ.ศ.2517 เริ่มที่จะไม่สดใสเหมือนเก่าเสียแล้ว ทางรัฐบาลและ กองตรวจ พิจารณาภาพยนตร์ เริ่มที่จะ ให้ความสนใจและเข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับทางกรมสรรพากร ได้ประกาศขึ้นอากรมหรสพโรงภาพยนตร์ ในต่างจังหวัด ทำให้เจ้าของโรงภาพยนตร์เกิดการประท้วง ปิดโรงภาพยนตร์ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ภาพยนตร์ไทย เพราะโรงภาพยนตร์ ในต่างจังหวัด เหล่านี้ มักจะเป็นแหล่งเงินอุดหนุนในการสร้างภาพยนตร์ หรือ ที่เราเรียกกันว่า สายหนัง ทำให้ความคึกคักในการสร้างภาพยนตร์ไทยลดลงตามไปด้วย ในขณะที่การ ซื้อภาพยนตร์จากต่าง ประเทศเข้ามาฉายสามารถทำรายได้ดีกว่า ทำให้ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยเริ่มที่ จะเรียกร้องให้รัฐบาล จำกัดโควต้า การนำเข้าภาพยนตร์ต่างประเทศ เพื่อเปิดช่องทางให้ภาพยนตร์ไทย มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าในช่วงเวลาสั้นๆ หลัง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ 2516 จนถึงปี พ.ศ.2518 กล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมการสร้างภาพยนตร์ไทยได้ฉกฉวย ช่วงเวลาของเสรีภาพในการนำ เสนอภาพยนตร์ ที่คาบเส้นศีลธรรมของประชาชนอย่างคึกคักที่สุดช่วงเวลาหนึ่ง
ที่มา วารสารหนัง : ไทย ปีที่ 2 ฉบับที่ 8 (เมษายน-มิถุนายน 2543
|